บิ๊กเป้ ผบช.สตม.พร้อมด้วย รองเม่น และคณะทำงาน แถลงผลจับกุมต่างด้าว 5 คดี

บิ๊กเป้ ผบช.สตม.พร้อมด้วย รองเม่น และคณะทำงาน แถลงผลจับกุมต่างด้าว 5 คดี

บิ๊กเป้ ผบช.สตม.พร้อมด้วย รองเม่น และคณะทำงาน แถลงผลจับกุมต่างด้าว 5 คดี

เมื่อเวลา 10:30 น.วันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ.2565 ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 2 สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี พล.ต.ท.ภาคภูมิภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผบช.สตม.พร้อมด้วย พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.มานัด ศรีวงษา
ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.พิษณุ สิทธิทูร ผกก.สส.บก.ตม.4 และเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติงาน ร่วมแถลงผลปฏิบัติ และจับกุมชาวต่างชาติ ที่กระทำความผิดตามกฏหมาย โดยในวันนี้มีการแถลงถึงผลปฏิบัติถึง 5 คดี โดยมีดังนี้

⭐️ จับผู้ต้องหาชาวเกาหลี OVERSTAY หนีคดีฉ้อโกงเพื่อนร่วมชาติ ความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.สส.สตม. จับกุมนายบุนซู (นามสมมติ) อายุ 62 ปี สัญชาติเกาหลี โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด โดยการจับกุมครั้งนี้ สตม. ได้รับการประสานงานจากกงสุลฝ่ายตำรวจประจำสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี ประจำประเทศไทย ว่า นายบุนซู (นามสมมติ) เป็นบุคคลที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัวไปดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกง เนื่องจากประมาณกลางเดือนมีนาคม 2559 ที่กรุงเทพฯ นายบุนซู ได้หลอกผู้เสียหายว่าตนเองมีร้านเอาท์เล็ทในกรุงเทพฯ ประมาณ 30 แห่ง ถ้าผู้เสียหายส่งเสื้อผ้าจากเกาหลีมาไทย จะขายได้ 3 – 15 เท่าของราคาเดิม และรับประกันราคาเสื้อผ้าให้ผู้เสียหาย พร้อมกำไรเพิ่มเติม และบอกกับผู้เสียหายว่าในประเทศไทยธุรกิจอะไรก็สามารถทำได้ง่าย
เพราะพ่อตาของเพื่อนร่วมงานของตนเองเป็นหัวหน้าศาลแห่งหนึ่งในประเทศไทย นอกจากนี้ นายบุนซูยังขอเงินจากผู้เสียหายในนามค่าธรรมเนียมพิธีการศุลกากรส่งออก นายบุนซูหลอกลวงผู้เสียหายระหว่างวันที่ 12 พฤษภาคม 2559 ถึงวันที่ 24 มีนาคม 2560 รวมกว่า 36 ครั้ง ทำให้ผู้เสียหายสูญเงินกว่า 3,558 ล้านวอน (ประมาณ 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) หรือคิดเป็นเงินไทยกว่า 100 ล้านบาท  กก.1 บก.สส.สตม. ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม.พบว่า นายบุนซูเดินทางเข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ม.ค.2563 ได้รับการยกเว้น การตรวจลงตราประเภท ผผ.90 และได้รับการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวต่อไปถึงวันที่ 18 เม.ย.2565 ปัจจุบันได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดลงแล้ว โดยมีการแจ้งที่พักอาศัยในพื้นที่กรุงเทพฯ หลายแห่ง หลังจากนั้น กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ออกสืบสวนติดตามหาตัวนายบุนซู ตามสถานที่ต่างๆ ทั้งในย่าน korean town แหล่งที่พักอาศัยในเขตห้วยขวาง เขตประเวศ กระทั่งต่อมาขณะเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ออกประชาสัมพันธ์การแจ้งที่พักอาศัยของคนต่างด้าวตามมาตรา 37 และมาตรา 38 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 เพื่อเตรียมความพร้อมการรักษาความปลอดภัย การประชุมสุดยอดผู้นำเอเปค 2022 ได้พบเห็นนายบุนซู พักอาศัยอยู่ที่คอนโดมิเนียมในย่าน ถ.ศรีนครินทร์ แขวงบางบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ขอตรวจสอบหนังสือเดินทางหรือเอกสารที่ใช้แทนหนังสือเดินทาง ในเบื้องต้นผู้ถูกจับไม่มีหนังสือเดินทางแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับจึงได้เชิญผู้ถูกจับมาตรวจสอบข้อมูลกับระบบ Biometrics พบว่า การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว และเป็นบุคคลคนเดียวกันกับที่ทางการเกาหลีใต้ต้องการตัว จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกจับทราบว่า นำตัวส่งพนักงานสอบสวน กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม บริเวณชั้นจอดรถของคอนโดมิเนียมย่าน ถ.ศรีนครินทร์ แขวงบางบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ

⭐️ รวบผู้ต้องหาออสเตรียก่อคดีหนีซุกไทย
ตามที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ กรณีสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐออสเตรีย ประจำประเทศไทย ขอความอนุเคราะห์ ในการติดตามตัว นายมาร์โก้ (นามสมมติ) อายุ 50 ปี สัญชาติออสเตรีย ซึ่งเป็นบุคคลที่สาธารณรัฐออสเตรียต้องการตัวไปดำเนินคดีตามหมายจับสหภาพยุโรป ภายใต้ หมายเลขคดี 6St 211/20f สำนักงานอัยการประจำเมืองซาลซ์บูร์ก ในความผิดฐาน ยักยอกเงินสมทบประกันสังคมของพนักงาน ความผิดฐานละเมิดผลประโยชน์ของเจ้าหนี้อย่างร้ายแรง ความผิดฐานฉ้อฉลล้มละลาย และความผิดฐานฉ้อโกงประกันสังคม รวมความผิดทั้งสิ้น 7 กระทง กก.1 บก.สส.สตม. จึงได้ตรวจสอบข้อมูลในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ตม.พบว่า นายมาร์โก้ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2564 จึงได้ขอเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรของนายมาร์โก้ เนื่องจากเป็นบุคคลซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐบาลต่างประเทศได้ออกหมายจับ เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรตามมาตรา 12 (7) แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 มีพฤติการณ์ สมควรเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรตามมาตรา 36 แห่ง พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 และได้สืบสวนติดตามหาตัวนายมาร์โก้ จนทราบเป็นที่แน่ชัดว่านายมาร์โก้มักจะเดินทางมาที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่าน ต.คึกคัก อ.ตะกั่วป่า จว.พังงา เป็นประจำ จึงได้ไปประสานงานกับ ตม.จว.พังงา เข้าตรวจสอบที่โรงแรมดังกล่าว และพบนายมาร์โก้ จึงได้แจ้งคำสั่งเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรให้ทราบ และนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักกันรอการส่งกลับไปสาธารณรัฐออสเตรียต่อไป

⭐️ PCT ร่วมกับ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, ตำรวจท่องเที่ยว และ บช.สอท. เปิดปฏิบัติการทลายแก๊งเวปพนันจีน ลักลอบใช้เมืองไทยเป็นฐานการพนัน จับกุมพนักงานเว็บจีนกว่า 56 คน
ด้วยเจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร.ร่วมกับ สตม., บช.ทท.และ บช.สอท.สืบทราบว่า มีกลุ่มชาวต่างชาติชาวจีนได้ลักลอบใช้เมืองไทยเปิดเว็บไซต์พนันออนไลน์ชื่อ เห่อชิง (HengXin) และ คายยุน (Kaiyun) มีพนักงานกว่า 50 คน อยู่ที่หอพักแห่งหนึ่งในพื้นที่ สวนหลวง และ หัวหมาก กทม.จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐานทำการขออนุมัติหมายค้นหอพักดังกล่าว และศาลอาญาพระโขนงอนุมัติหมายค้นให้เข้าทำการตรวจค้นในวันที่ 28 ต.ค.2565 ต่อมาวันที่ 28 ต.ค.2565 เวลา 12:00 น.เจ้าหน้าที่ ศปอส.ตร. ร่วมกับ สตม., บช.ทท., บช.สอท.ได้ร่วมกันนำกำลังเข้าตรวจค้นอาคารเป้าหมายตามหมายค้น ปรากฏว่าพบคนจีนและคนมาเลเซียจำนวนหนึ่งกำลังทำงานเกี่ยวกับเว็บพนันออนไลน์ โดยทำหน้าที่ควบคุมดูแลความเรียบร้อยและดูแลระบบเซิร์ฟเวอร์ ต่อมาได้ขยายผลและพบว่ากลุ่มคนร้ายอีกจำนวนหนึ่งไปทำงานที่หอพักอีกแห่งหนึ่งบริเวณ แขวง หัวหมาก เขต บางกะปิ กทม. เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้นำตัวผู้ต้องหาบางส่วนเข้าขยายผล ซึ่งจากการเข้าตรวจค้นพบกลุ่มคนจีนอีกกว่า 56 คน ทำงานเป็นแอดมินเว็บไซต์พนันออนไลน์ ทำหน้าที่ชักชวนลูกค้าชาวต่างชาติให้เข้าเล่นผ่านแอพพลิเคชั่นโซเชียล Let’s Talk และ Telegram โดยเมื่อชักชวนเสร็จแล้วจะส่งไอดีของลูกค้า และผู้สมัครให้กับพนักงานแอดมินที่มีหน้าที่เปิดบัญชีลูกค้าแล้วจึงเปิดเครดิตให้ลูกค้าเล่น ซึ่งเบื้องต้นตรวจสอบพบว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นคนจีนใช้เงินหยวนเล่นพนัน ยอดเงินหมุนเวียนกว่า 100 ล้านหยวน (ประมาณ 500 ล้านบาท) ซักถามเบื้องต้นรับว่าลักลอบอาศัยสถานะเป็นนักท่องเที่ยวลอบทำงานผิดกฎหมายดังกล่าว ได้ค่าจ้างตั้งแต่ 40,000 – 70,000 บาท จึงได้ทำการจับกุมตัวแจ้งข้อกล่าวหา เป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต และตรวจยึดของกลาง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค จำนวนกว่า 70 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 78 เครื่อง นำส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย และได้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งหมด ตาม พ.ร.บ.การพนัน ต่อไป

⭐️ ตม.3 กวาดล้างขยายผลจับกุมขบวนการขนคนเข้าเมือง
กก.สส.บก.ตม.3 ได้จับกุมคนต่างด้าว สัญชาติเมียนมา 6 ราย ข้อหาเป็นบุคคลต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ในพื้นที่ อ.คลองหลวง จว.ปทุมธานี ขยายผลทราบว่า กลุ่มคนต่างด้าวดังกล่าว เดินทางเข้ามาทางจว.กาญจนบุรี และ จว.ประจวบคีรีขันธ์ ทางช่องทางธรรมชาติ โดยนัดหมายกันทางโซเชียลมีเดีย จากการสืบสวนทราบว่า มีกลุ่มคนต่างด้าวอีกประมาณ 200 – 300 คน รอขบวนการเครือข่ายขนคนส่งรถมารับเพื่อเข้ามาทำงานในพื้นที่กรุงเทพ และเขตปริมณฑล กก.สส.บก.ตม.3 จึงได้ประสานกับ ตม.จว.กาญจนบุรี และ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อวางแผนดำเนินการสกัดกั้นจับกุมไม่ให้มีการขนคนลักลอบหลบหนีเข้าเมือง โดยจับกุมขบวนการขนคนได้ 3 ราย ดังนี้
รายที่ 1. ร่วมกับ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ จับผู้ต้องหารวม 20 ราย แยกเป็น คนนำพา 2 คน และต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 18 คน ของกลาง รถยนต์กระบะตู้ทึบ 1 คัน เดินทางมาจากหมู่บ้านมูด่อง ปลายทาง ต.ท่าจีน อ.เมือง จว.สมุทรสาคร จับกุมได้ที่ ต.ห้วยทราย อ.เมือง จว.ประจวบคีรีขันธ์
รายที่ 2. ร่วมกับ ตม.จว.กาญจนบุรีจับผู้ต้องหารวม 13 คน แยกเป็นคนนำพา 1 คน และต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 12 คน ของกลางรถยนต์กระบะ 1 คัน เดินทางเข้ามาทาง ชายแดน อ.สังขละบุรี ปลายทาง อ.เมือง จว.สมุทรสาคร จับกุมได้ที่ ต.ท่าขุน อ.ทองผาภูมิ จว.กาญจนบุรี
รายที่ 3 ร่วมกับ ตม.จว.ประจวบคีรีขันธ์ จับผู้ต้องหารวม 46 คน แยกเป็น คนนำพา 5 คน (เดินเท้าข้ามเทือกเขา) และคนต่างด้าวหลบหนีเข้าเมือง 41 คน เดินทางมาจากหมู่บ้านมูด่อง ปลายทาง ต.ท่าจีน อ.เมือง จว.สมุทรสาคร จับกุมได้ที่ ต.ห้วยทราย อ.เมือง จว.ประจวบคีรีขันธ์

⭐️ สกัดขาหนุ่มแดนภารตะ ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ผงะ Overstay กว่า 1000 วัน
กก.สส.บก.ตม.4 ร่วมกับ ตม.จว.สุรินทร์ ได้จับกุมนาย KAMALESH (นามสมมติ) อายุ 30 ปี สัญชาติอินเดีย ข้อหาอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต 1,084 วัน เหตุจากได้รับร้องเรียนกรณีมีคนต่างด้าวสัญชาติอินเดียเข้ามาในพื้นที่ และแสดงตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ก่อความเดือดร้อนรำคาญ อันทำให้เกิดความไม่สงบในพื้นที่ ขยายผลทราบว่า คนต่างด้าวรายดังกล่าวพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ จึงวางแผน
สนธิกำลังกับหน่วยงานในพื้นที่เข้าจับกุม จากการสืบสวนทราบว่า นาย KAMALESH (นามสมมติ) เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเมื่อวันที่ 13 พ.ย.62 เคยพักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีเหตุบาดหมางกับคนในพื้นที่อยู่ตลอด ต่อมาได้หลบหนีเข้ามาอยู่ในพื้นที่ อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ เรื่อยมา โดยได้ตั้งตัวเป็นนายห้าง ควบคุมดูแลคนต่างด้าวสัญชาติอินเดียในพื้นที่ จนกระทั่งเกิดเหตุทะเลาะกันในกลุ่มคนชาติอินเดีย เป็นเหตุให้มีการแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยขณะเข้าทำการจับกุม นาย KAMALESH (นามสมมติ)
รู้ตัวและหลบหนีไปซ่อนตัวในบ้านของชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังสกัดเส้นทางหลบหนี จนกระทั่งไปจนมุมบริเวณเพิงพักสาธารณะริมถนน จอมพระ-บ้านปะ หมู่ 1 อ.จอมพระ จ.สุรินทร์ และจับกุมตัวได้ จากการตรวจสอบในระบบสารสนเทศตรวจคนเข้าเมือง (Biometrics) พบว่า ผู้ถูกจับอยู่ในราชอาณาจักรเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต 1,084 วัน จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า